ก.ย.หุ้นไทยพุ่งแตะจุดสูงสุดรอบ 24 ปี

ตลท.เผย ดัชนีหลักทรัพย์เดือนก.ย.แตะจุดสูงสุดในรอบ 24 ปี เพิ่มขึ้นเป็นอันดับ 2 ภูมิภาค เหตุต่างชาติเข้าซื้อสุทธิ พร้อมเผย ปี 61 เริ่มใช้มาตรการเตือนนักลงทุนกรณีส่วนผู้ถือหุ้นลดลง-อยู่ระหว่างพิจารณาขึ้นเครื่องหมาย-แยกเป็นกลุ่ม คาดสรุปปีนี้ นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)

เปิดเผยว่า เดือน ก.ย. ที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดหลักทรัพย์อื่น ๆ โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่1,673.16 จุด เพิ่มขึ้น 8.4% จากสิ้นปี 59 และเพิ่มขึ้ 3.5% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า นับเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 24 ปี ถือว่าปรับเพิ่มขึ้นสูงเป็นอันดับที่ 2 ในภูมิภาค ขณะที่ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ทีเฟ็กซ์) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 504,362 สัญญา เพิ่มขึ้น 88.5% จากเดือนก่อนหน้า แสดงให้เห็นความเชื่อมั่นในการลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ลงทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของทั้งตลท. และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ 16.8 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4% จากสิ้นปี 59 ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม 62,188 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา วันละ 47,423 ล้านบาท ลดลง 8.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา มี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าดัชนีหลักทรัพย์ คือ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี บริการ และทรัพยากร ที่สำคัญ มีนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทยถึง 6,593 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 8,947 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับนักลงทุนต่างประเทศในตลาดตราสารหนี้ของไทยที่มีสถานะซื้อสุทธิตั้งแต่ต้นปีเช่นกัน ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทน สิ้นเดือน ก.ย.อยู่ที่ 2.95% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียที่ 2.65% 
ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ตลท.เตรียมใช้มาตรการเตือนนักลงทุน กรณีที่บริษัทจดทะเบียน มีส่วนผู้ถือหุ้นลดลง คาดว่าจะเริ่มใช้ตั้งแต่ต้นปี 61 เป็นต้นไป โดยขณะนี้กำลังพิจารณารายละเอียดว่า จะเป็นการขึ้นเครื่องหมายเตือน หรือ แยกออกมาเป็นกลุ่ม ซึ่งจะเลือกทำให้มีต้นทุนต่ำสุด แต่ได้ผลลัพธ์เหมือนกัน คาดว่าจะมีข้อสรุปภายในปีนี้. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews